ปัจจัยหนึ่งซึ่งคาดว่าส่งผลต่อความสำเร็จของ regenerative endodontic คือขนาดรูเปิดปลายราก เนื่องจากขนาด apical diameter ที่ใหญ่ย่อมมี source ของ apical stem cells มาก น่าจะช่วยให้หลอดเลือดและเนื้อเยื่อเกิดใหม่เจริญย้อนเข้าไปในคลองรากฟันง่ายกว่ากรณี apical diameter เล็ก อย่างไรก็ตามข้อมูลงานวิจัยในประเด็นดังกล่าวมีอยู่น้อยมาก กลุ่มนักวิจัยจากประเทศจีนจึงพยายามรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2001-2016 เพื่อศึกษาอิทธิพลของ apical diameter ต่อความสำเร็จของ regenerative endodontic treatment (RET) ในฟัน necrosis และตีพิมพ์การศึกษาดังกล่าวใน journal of endodontics ฉบับเดือนมีนาคม 2018

 

          กลุ่มนักวิจัยพบการศึกษาในฐานข้อมูลทั้งหมด 594 งานวิจัย และคัดงานวิจัยที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่นไม่มีการวัดขนาด apical diameter ไม่มีการติดตามผลและ ขั้นตอนการรักษาหรือ criteria ไม่ชัดเจนออก ท้ายสุดเหลือ 14 งานวิจัย (10 case report, 3 case series, 1 prospective cohort) 95 ซี่ (กลุ่ม apical diameter แคบ <0.5 mm 10 ซี่, ปานกลาง 0.5-1.0 mm 25 ซี่, กว้าง > 1mm. 60 ซี่) ผู้วิจัยพยายามรวมการศึกษาทั้งหมดเข้า meta-analysis และวิเคราะห์ทางสถิติ แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากประชากรมีน้อยเกินไป จึงทำได้เพียงการวิเคราะห์เชิง qualitative

          Primary outcome ที่กลุ่มนักวิจัยสนใจคืออาการทางคลินิกและภาพรังสี กรณี complete healing จะต้องไม่มีอาการทางคลินิก ไม่มีเงาดำรอบปลายราก และรากฟันมีความยาวเพิ่มขึ้น/หนามากขึ้น ขณะที่ secondary outcome คือการตอบสนองต่อ EPT, Endo-Ice หรือ complication อื่นๆเช่น ฟันเปลี่ยนสี หรือฟันแตกหัก

ผลการศึกษาพบว่าหากมองที่ Primary outcome (นับ complete healing และ incompleted healing เป็น success)

·       กลุ่ม apical diameter แคบ <0.5 mm : success rate 90%

·       กลุ่ม apical diameter ขนาดปานกลาง 0.5-1.0 mm : success rate 95.65%

·       กลุ่ม apical diameter ขนาดกว้าง > 1mm : success rate 92.98%

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตบางประเด็นที่ควรใส่ใจ ***

-          การตอบสนองต่อ EPT, cold test แปลผลไม่ได้ เนื่องจากบางการศึกษาวัด บางการศึกษาไม่วัด แต่สังเกตได้ว่าในกลุ่ม apical diameter แคบ <0.5 mm ไม่มีฟันซี่ใดเลยกลับมาตอบสนองต่อ EPT, cold test ส่วนกลุ่มอื่นมีรายงานการกลับมาตอบสนองได้บ้าง

-          กลุ่ม apical diameter แคบ <0.5 mm ทุกซี่มีการเปลี่ยนสี ขณะที่กลุ่มอื่นสรุปไม่ได้เนื่องจากมีทั้งการศึกษาที่สนใจและไม่สนใจประเด็นดังกล่าว

-          กลุ่ม apical diameter แคบ <0.5 mm สาเหตุฟันตายจากอุบัติเหตุ 50%, กลุ่ม apical diameter ขนาดปานกลาง 0.5-1.0 mm สาเหตุฟันตายจากอุบัติเหตุ 4%, กลุ่ม apical diameter ขนาดกว้าง > 1mm สาเหตุฟันตายจากอุบัติเหตุ 40% จำนวนซี่ฟันที่แตกต่างกันมากรวมถึง etiology ของการเกิดพยาธิสภาพที่ต่างกัน อาจส่งผลต่อการรายงานผลสำเร็จในการรักษา (แรงจากการกระแทกอาจส่งผลต่อ HERS หรือ apical papilla ส่งผลให้การสร้างรากฟันต่อไม่สมบูรณ์ ดังนั้นกลุ่มที่มีสัดส่วนของอุบัติเหตุเยอะ อาจทำให้ success rate น้อย)

-          นอกจากนี้ กลุ่ม apical diameter ขนาดปานกลาง 0.5-1.0 mm ซึ่งเป็นกลุ่มที่แสดง success rate มากที่สุด มีประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปี ถึง 96% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวสูงกว่ากลุ่มอื่นค่อนข้างมาก

-          ยิ่งไปกว่านั้น preoperative periapical radiolucency ระหว่างกลุ่มยังแตกต่างกันมากถึงมากที่สุด กล่าวคือ กลุ่ม apical diameter <0.5 mm, 0.5-1.0 mm, > 1mm มี lesion ก่อนเริ่มรักษา 90%, 12%, 55% ตามลำดับ

-          จะเห็นว่าการศึกษาที่คัดมา มีปัจจัยที่หลากหลายมาก และไม่สามารถควบคุมปัจจัยก่อกวนได้เลย (กลุ่ม apical diameter ขนาดปานกลาง 0.5-1.0 mm มีประวัติเกี่ยวข้องกับ trauma น้อยที่สุด, คนไข้อายุน้อยกว่า 18 ปีเกือบทั้งหมด และเริ่มต้นการรักษาโดยปราศจากรอยโรครอบปลายรากสูงกว่ากลุ่มอื่นมาก จึงไม่ค่อยยุติธรรมนักหากจะสรุปว่ากลุ่มนี้มี success rate สูงสุด ทั้งนี้ยังไม่วิเคราะห์ลงรายละเอียดเรื่องการวัดขนาด apical diameter ที่ค่อนข้างแตกต่าง หลากหลายกันออกไป

What’s new in endodontic ตั้งใจเอาการศึกษานี้มาเล่าให้ฟังเนื่องจากประเด็นเรื่อง apical width/ root length น่าสนใจ ( apical width มีการศึกษาบ้างแต่น้อย ส่วน root length ไม่ค่อยเห็นเลย) นอกจากนั้นอยากชี้ให้เห็นว่าการอ่านหรือตามงานวิจัย ไม่สามารถอ่านจาก abstract แต่เพียงอย่างเดียว  จริงๆแล้ว การศึกษานี้มีแนวคิดคำถามงานวิจัยที่น่าสนใจและผู้วิจัยก็ได้พยายามรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันมาวิเคราะห์อย่างเต็มที่แล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดของลักษณะงาน RET à เคสมีก็ไม่มาก แต่ความต่างของเคสกลับมีมาก กระบวนการรักษาก็แตกต่างกัน ทำให้ปัจจัยก่อกวนสูงมาก นอกจากนี้ยังไม่สามารถใช้หลักการทางสถิติมาลดหรือกำจัดปัจจัยก่อกวนได้เลย การแปลผล/ อ้างอิงงานวิจัยฉบับนี้จึงต้องทำอย่างเข้าใจและรับทราบ limitations ของงานวิจัยด้วย ในอนาคตเมื่อมีการ collect case และข้อมูลได้มากขึ้น เราอาจเห็นงาน repeat ที่สามารถแปลผลงานวิจัยได้รัดกุมกว่านี้ครับ

Reference

1.         Fang Y, Wang X, Zhu J, Su C, Yang Y, Meng L. Influence of Apical Diameter on the Outcome of Regenerative Endodontic Treatment in Teeth with Pulp Necrosis: A Review. J Endod. 2018 Mar;44(3):414-31.

 

ff11344ต้นเดือนนี้ มีข่าวค่อนข้างดังในวงการทันตแพทย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และถูกรายงานโดยสำนักข่าวสำคัญๆ ทั้ง CNN, Newsweek, MSN News, Washington Post, Dailymail รวมถึง website ทางการแพทย์อย่าง www.ada.org หรือ www.pulmonaryfibrosisnews.com เกี่ยวกับรายงานประจำสัปดาห์ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (US. centers for disease control and prevention : CDC) ในหัวข้อ Dental Personnel Treated for Idiopathic Pulmonary Fibrosis at a Tertiary Care Center — Virginia, 2000–2015 รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อาจมีความเกี่ยวข้องระหว่างการเกิดโรค Idiopathic pulmonary fibrosis (IPF) กับการทำงานทางทันตกรรม

            IPF เป็นสภาวะการอักเสบไม่ทราบสาเหตุซึ่งเกิดขึ้นบริเวณเนื้อปอดที่ไม่ใช่ถุงลม ร่างกายพยายามต่อสู้สิ่งกระตุ้นโดยการสร้างพังผืดแทรกในเนื้อปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยน O2 ลดลง ผู้ป่วยมักมีอาการหายใจติดขัด หายใจไม่สะดวก ไอเรื้อรัง น้ำหนักลดและนำไปสู่การเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้ IPF จะเกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพบางอย่าง (เช่นช่างเชื่อมเหล็ก คนเลี้ยงนกพิราบซึ่งดมและสัมผัสขี้นกบ่อยๆ) แต่ยังไม่เคยมีการรายงานโรคดังกล่าวอย่างเป็นระบบกับการทำงานทางทันตกรรมมาก่อน

 CDC เริ่มรับทราบปัญหาตั้งแต่ปี 2016 หลังจากทันตแพทย์คนหนึ่งซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น IPF แสดงความกังวลใจและสงสัยว่าการทำงานในคลินิกทันตกรรมอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค CDC จึงสืบสวนและ review ประวัติคนไข้ซึ่งเข้ารับการรักษา IPF ที่ Virginia tertiary care centerในช่วงปี 1996-2017ทั้งหมด 894 คน ผลพบว่าเป็นทันตแพทย์ 8 คน และเป็นช่างเทคนิกทางทันตกรรม 1 คน (อายุตั้งแต่ 49-81 ปี median = 64 ปี) ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว 7 คน (median survival time หลังทราบว่าเป็นโรค 3 ปี โดยผู้รอดชีวิตได้รับการทำ lung transplant) ขณะที่อัตราการเกิดโรคในประชากรทั่วไปอยู่ที่ 6.8-17.4 รายต่อประชากร 100,000 ราย  แต่โอกาสพบ IPF ในทันตแพทย์กลับสูงมากกว่าคนทั่วไปถึง 23 เท่า (อัตราส่วนดังกล่าวคำนวณเฉพาะทันตแพทย์ 8 คน ยังไม่นับรวมช่างเทคนิกทางทันตกรรม และเป็น incidence เฉพาะ center) ทั้งนี้ในผู้ป่วย 9 คนสูบบุหรี่ 3 คน ไม่สูบ 1 คน และไม่ทราบประวัติ 5 คน ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และเป็นผู้แจ้งเตือน CDC ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ใส่หน้ากากและเครื่องป้องกันระหว่างการรักษาทางทันตกรรม ส่วนกิจกรรมหลักที่ทำเกี่ยวข้องกับการขัด dental appliances การพิมพ์ปาก การอุดอมัลกัม และการเตรียมน้ำยาล้างฟิล์ม CDC สงสัยว่าสารประกอบบางอย่างเช่น silica, alginate, polyvinyl siloxane อาจเข้าไปในระบบทางเดินหายใจขณะทำงาน อย่างไรก็ตาม CDC ได้เน้นย้ำว่ารายงานดังกล่าวมีข้อจำกัดมาก เนื่องจากทำในศูนย์การรักษาเพียงศูนย์เดียว ข้อมูลการเป็นโรคของทันตแพทย์ที่ได้อาจสูงเกินความเป็นจริง นอกจากนี้สามารถสัมภาษณ์ผู้ป่วยได้เพียง 1 คนจาก 9 คน ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ครบถ้วน ผู้ป่วยบางรายมีประวัติสูบบุหรี่และสัมผัสฝุ่นมากเป็นพิเศษ รวมถึงไม่มีผล histology ยืนยันโรค

 

อย่างไรก็ตามระหว่างที่ CDC ทำการศึกษาและสืบสวนเพิ่มเติม คงดีไม่น้อยหากพวกเราหันมาใส่ใจและป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดกับสุขภาพของตัวเราเอง โดยการใส่หน้ากากอนามัยและเครื่องป้องกันระหว่างรักษาคนไข้ รวมถึงระหว่างขัดฟันปลอม ผสมวัสดุพิมพ์ปาก เทปูน ขัดปูน ฯลฯ โดยเลือกใช้หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน สังเกตค่า BFE (bacterial filtration efficiency) ซึ่งทดสอบโดย viable particles ระหว่าง 1-5 ไมครอน และค่า PFE (particle filtration efficiency) ซึ่งทดสอบกับ fixed-size, non-viable particles ขนาด 0.1-1 ไมครอน (ASTM mask level 1 เช่น examination mask ควรป้องกัน 0.1 micron PFEและ BFE ≥ 95% ขณะที่ level 2 และ 3 เช่น surgical mask ควรป้องกันได้มากกว่า 98%) เพื่อป้องกัน airborne spatter (ขนาดมากกว่า 50 ไมครอน) และ aerosols (ขนาด 0.5-50 ไมครอน) ซึ่งอาจฟุ้งกระจายในคลินิกทันตกรรม 

 

link ข่าวต้นฉบับ

https://pulmonaryfibrosisnews.com/2018/03/14/dental-personnel-may-be-at-risk-of-pulmonary-fibrosis/

ขอหยิบยก review article เกี่ยวกับ adhesive cementation ของ post ซึ่งตีพิมพ์ใน journal of endodontics เดือนล่าสุดมาเล่าให้ฟังอีก 1 บทความต่อจากเรื่อง regenerative endodontics บทความฉบับนี้ต้องการรวบรวมปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการยึดอยู่ที่ดีระหว่าง post และ intraradicular dentin รวมถึงข้อจำกัดที่ทำให้การยึดอยู่ลดลง โดยรวบรวมบทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวไว้ 118 บทความ และสรุปจัดแยกออกเป็นหัวข้อดังนี้

เคยสงสัยบ้างมั๊ยว่า หลังรักษารากฟัน หากต้องทำครอบฟันควรทำภายในกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี (เอ๊ะ ไม่น่าใช่) คนไข้เองก็มักจะถามพวกเราอยู่เสมอว่าทิ้งไว้ก่อนได้มั๊ยคะหมอ ขอไปเที่ยวก่อนได้มั๊ยก็ไม่ปวดแล้วนิ่นา

d3211

จริงๆแล้วจะตอบคำถามนี้ได้ถูกต้อง ควรต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ทั้งปริมาณเนื้อฟันที่เหลืออยู่ ลักษณะการสบฟันและการใช้งานของคนไข้ หรือฟันซี่ดังกล่าวมีความจำเป็นต้อง monitor อะไรต่อหรือเปล่า แต่โดยทั่วไปแล้วเรามักแนะนำคนไข้ว่า ฟันที่รักษารากแล้วควรบูรณะหรือทำครอบฟันให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ว่าแต่มันคือเท่าไหร่หล่ะ ??

มีการศึกษาเกี่ยวกับ survival rate ของฟันรักษารากที่ค่อนข้างน่าสนใจ และมองประเด็นดังกล่าวตีพิมพ์ใน Journal of Endodontics เดือนนี้ (February 2018) โดยนักวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลระบบประกันสุขภาพคนไข้ 13 ล้านคน วิเคราะห์ข้อมูลฟัน 160,040 ซี่ ซึ่งรับการรักษารากฟัน/ การบูรณะด้วย core หรือ post and core / และครอบฟัน และวิเคราะห์ว่าช่วงเวลาการบูรณะส่งผลต่อ survival rate หรือไม่

ผลการศึกษาพบว่า survival rate ของฟันรักษาราก 1 ปี = 99.1%, 3 ปี = 96%, 5 ปี = 92.3%, 10 ปี = 83.8% โดยฟันส่วนใหญ่ที่อยู่ในการศึกษานี้เกินครึ่งหนึ่งเป็นฟัน molar (55.4%) และรักษาโดย general practitioner (70.6%) กลุ่มนักวิจัยเลือกแปลผลโดยสนใจความแตกต่างของ survival rate ระหว่างปัจจัยในทุกๆจุดเวลา ไม่ใช่แค่ตอนจบของการศึกษา การศึกษานี้จึงเลือก report ค่า hazard ratio แทน odd ratio และค่า HR ก็เต็มไปหมด sig บ้าง ไม่ sig บ้าง เราขอเลือกเล่าแค่ 2 ประเด็นละกันนะ (จะรีบไปดู rerun the face all star) นั่นคือ

1.      Time from NSRCT (non-surgical root canal treatment) to core/ post

 

2.      Time from core/ post to crown

 

Time from NSRCT to core/ post

 

          เฉลี่ยแล้วผู้ป่วยได้รับการบูรณะด้วย core (61.9%)/ post and core (38.1%) หลังรักษาราก NSRCT 66.6 วัน ( note ไว้นิดนึงว่า median = 14 วัน นั่นแปลว่าบางเคสที่ทิ้งไว้นานมากไปดึงค่าเฉลี่ยให้สูงขึ้น คล้ายๆกับเวลาสอบ Med Phy หรือ Calculus ตอนปี 1) จากการวิเคราะห์พบว่า การบูรณะด้วย core/ post and core นานเกินกว่า 60 วันส่งผลเสียมากกว่าการรีบทำภายใน 10 ถึง 14 วัน (HR 1.08, 95%CI 1.02-1.15 – กลุ่มประชากรที่ทำ core/ post and core นานเกินกว่า 60 วัน มีโอกาสเกิด risk มากกว่ากลุ่มที่รีบทำ 8% โดย 95% ของเคสทั้งหมดมีโอกาสเกิด risk เพิ่มขึ้นอยู่ใน range 2-15%) ตัวเลขอาจดูเหมือนไม่มาก แต่ significance ทางสถิติ

Time from core/ post to crown

 

          เฉลี่ยแล้วผู้ป่วยใส่ครอบหลังบูรณะด้วย core/ post and core 160.5 วัน (median 14 วัน) โดยผู้ป่วยที่ใส่ครอบหลังบูรณะด้วย core/ post and core นานกว่า 60 วันมีโอกาสเกิดความเสี่ยงมากกว่าการใส่ครอบภายใน 10-14 วัน (HR 1.14, 95%CI 1.08-1.21) – กลุ่มประชากรที่ใส่ครอบหลังบูรณะด้วย core/ post and core นานเกินกว่า 60 วันมีโอกาสเกิด risk มากกว่ากลุ่มที่รีบทำ 14%

นักวิจัยยังเปรียบเทียบในประเด็นอื่นๆ อีก เช่น influence ระหว่าง endodontist/ GP หรือ influence ระหว่าง post and core/ core alone (no post) หากสนใจตามหาอ่านต่อได้ตาม reference ด้านล่าง       

ทั้งนี้การศึกษานี้ไม่ใช่การศึกษาแรกที่ดูผลของเวลาระหว่างการรักษารากและการทำครอบต่อ survival rate ก่อนหน้านี้ Pratt ในปี 2016 พบว่าการปล่อยฟันรักษารากไว้โดยไม่ได้บูรณะด้วยครอบภายใน 4 เดือนมีโอกาสถูกถอนมากกว่าฟันที่ได้รับบูรณะภายใน 4 เดือนถึง 3 เท่า โดยการศึกษาดังกล่าวดูในระบบโรงเรียนทันตแพทย์ แต่การศึกษาที่เรากำลังพูดถึงนี้เป็นการศึกษาแรกที่ดูในระบบของเอกชน ซึ่งการดึงข้อมูลจากระบบประกันสุขภาพของเอกชนเองก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง และตัวเลขที่รายงานอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่นฟันถูกถอนแต่ไม่ได้เคลมประกัน ไม่ได้ลง code ในระบบ หรือลง code ผิด หรือมีการรักษากับ healthcare provider ข้ามเขตที่ไม่ใช่ insurance provider การศึกษานี้จึงอาจยังไม่มีน้ำหนัก strong มากนักในการทำให้เราเชื่อ data ทั้งหมด แต่เป็นการศึกษาที่มี idea ที่ดี และน่าเล่าสู่กันฟัง

ท้ายสุดแล้วคงวนกลับไปเหมือนที่กล่าวข้างต้น ว่าการประเมินควรทำเป็น case by case เนื่องจากปัจจัยต่างๆมีมากเหลือเกิน หากมีเหตุผลที่ไม่สามารถบูรณะได้ทันทีและผู้ป่วยมีแนวโน้มหายไปนาน การอุดด้วย cavit/ IRM คงไม่เหมาะ การบูรณะด้วย resin composite/ orthodontic band ร่วมกับ resin composite/ temporary crown อาจเหมาะสมกว่า ขึ้นกับสภาพเนื้อฟันที่เหลืออยู่ และระยะเวลาที่คาดว่าจะต้องรอทำครอบ อย่าลืมอธิบายและสร้างความเข้าใจกระบวนการรักษาทั้งหมดแก่ผู้ป่วยก่อนเริ่มการรักษาและมอบ treatment options ต่างๆให้ผู้ป่วยด้วยนะครับ ฉบับหน้ามีเรื่องอะไรน่าสนใจหรืออยากให้ update เรื่องอะไรเป็นพิเศษ บอกกันมาได้ครับ

References

1.       Yee K, Bhagavatula P, Stover S, Eichmiller F, Hashimoto L, MacDonald S, et al. Survival Rates of Teeth with Primary Endodontic Treatment after Core/Post and Crown Placement. J Endod. 2018 Feb;44(2):220-5.

2.       Pratt I, Aminoshariae A, Montagnese TA, Williams KA, Khalighinejad N, Mickel A. Eight-Year Retrospective Study of the Critical Time Lapse between Root Canal Completion and Crown Placement: Its Influence on the Survival of Endodontically Treated Teeth. J Endod. 2016 Nov;42(11):1598-603.

 

Thursday, 25 January 2018 21:08

What’s New in Endodontics

What’s New in Endodontics อยากเป็นสื่อกลางในการ update เรื่องราวใหม่ๆแก่ทันตแพทย์ผู้สนใจงานรักษาคลองรากฟัน โดยฝ่ายวิชาการสารสนเทศน์ สมาคมเอ็นโดดอนติกส์แห่งประเทศไทยจะหยิบงานวิจัยฉบับใหม่ๆ มาเล่าสู่กันฟังแบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมสอดแทรกเกร็ดน่ารู้เล็กๆน้อยๆ ถ้าพร้อมแล้วลองมาดูกันว่ามีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้างในเดือนนี้ กับ What’s New in Endodontics ตอนที่ 1 Cryotherapy คืออะไร และเกี่ยวข้องกับงานรักษาคลองรากฟันอย่างไร

tooth2Cryotherapy คืออะไร และเกี่ยวข้องกับงานรักษาคลองรากฟันอย่างไร

            งานวิจัยชิ้นแรกที่อยากเล่าสู่กันฟัง และเพิ่งตีพิมพ์ใน Journal of Endodontics เดือนมกราคมปี 2018 เป็นการนำประโยชน์ของความเย็นมาช่วยลด postoperative pain หลังการรักษาคลองรากฟัน หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า cryotherapy ในแง่มุมต่างๆ ส่วนตัวผู้เขียนรู้จักคำนี้จากแวดวงความงามและ anti-aging medicine เนื่องจากแพทย์กลุ่มดังกล่าวเชื่อว่าความเย็นมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต กระตุ้นระบบ immune และประสาทส่วนกลาง หรือแม้กระทั่งการใช้สารที่มีความเย็นฉีดเข้าไปยังบริเวณใบหน้าเพื่อลดริ้วรอยต่างๆ (Frotox) (เวลาเรามาสก์หน้าเย็นๆ เสร็จแล้ว จะรู้สึกสวยเป็นพิเศษ)

            แต่แท้จริงแล้ว cryotherapy ไม่ใช่อะไรที่สวยหรู หรือต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เราทุกคนล้วนเคยใช้ cryotherapy กับตัวเองหรือคนไข้ การอมน้ำเย็นเพื่อลดอาการปวดฟัน การประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดหัว ปวดไหล่ การนอนแช่น้ำเย็นเพื่อลดอาการเมื่อยล้า การใช้ coolant spray เมื่อเล่นกีฬาแล้วบาดเจ็บ หรือการให้คนไข้ประคบเย็นภายหลังถอนฟัน ผ่าฟันคุด หรือ endodontic surgery เหล่านี้ล้วนคือ cryotherapy ทั้งสิ้น

            มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร British Journal Sport Medicine ปี 2007 พยายามหาสาเหตุว่า การใช้ความเย็นประคบช่วยลดอาการเจ็บปวดได้อย่างไร และพบว่าหากประคบน้ำแข็งให้อุณหภูมิผิวลดลงประมาณ 10 องศาเซลเซียส จะช่วยลด nerve conduction velocity เพิ่ม pain threshold และ pain tolerance อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ความเย็นยังช่วยยับยั้ง nociceptor บางตัว และลดการหลั่งของ enzyme บางชนิด ซึ่งล้วนทำให้การรับรู้ความเจ็บปวดและอาการบวมลดลง

            กลุ่มนักวิจัยจากประเทศเมกซิโก สเปน และสหรัฐอเมริกาจึงทำการศึกษาร่วมกันในลักษณะ randomized multicenter clinical trial เพื่อหาคำตอบว่าความเย็นสามารถลด postoperative pain ภายหลังการรักษารากฟันได้จริงหรือไม่ โดยคัดเลือกเฉพาะฟันรากเดียว จำนวน 210 ซี่ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Pulp necrosis with Symptomatic apical periodontitis ผู้ป่วยทุกคนปวดมาก (VAS 8-10) จนต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน ทั้งนี้มีการ calibrate กระบวนการรักษาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อทำความสะอาดคลองรากฟันเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยในกลุ่ม cryotherapy ถูกล้างด้วยน้ำเกลือแช่เย็นอุณหภูมิ 2.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับ Endovac negative pressure irrigation system เป็นเวลา 5 นาที (มีการทดลองก่อนหน้าจากผู้วิจัยกลุ่มเดียวกันว่า การกระทำดังกล่าวช่วยลดอุณหภูมิผิวรากฟันลงได้มากกว่า 10 องศาเซลเซียส) ส่วนกลุ่มควบคุมล้างด้วยน้ำเกลืออุณหภูมิห้อง 5 นาที ผู้ป่วยถูกขอให้จดบันทึก VAS ระหว่างการรักษา 6 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง และ 3 วันภายหลังการรักษาเพื่อ monitor อาการเจ็บปวด และมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย logistic regression analysis เพื่อควบคุม confounding factor ต่างๆ

            ผลพบว่าผู้ป่วยกลุ่ม cryotherapy มีอาการปวดภายหลังการรักษา (ทั้งระยะ 6 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง และ 3 วัน)น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (จำนวน no postoperative pain incidence กลุ่ม cryotherapy มากกว่ากลุ่มควบคุมถึง 5 เท่า ขณะที่จำนวน  intense postoperative pain incidence กลุ่ม cryotherapy น้อยกว่ากลุ่มควบคุม 7.5 เท่า) ส่งผลให้ความต้องการยาแก้ปวดภายหลังการรักษาในกลุ่ม cryotherapy น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

            ท้ายการศึกษา ผู้วิจัยอธิบายถึงกลไกการลดความเจ็บปวดจากความเย็นไว้อย่างน่าสนใจหลายทฤษฎี เช่น cryotherapy ช่วยลดจำนวน leukocyte ที่มายึดเกาะกับ endothelial cell walls ทำให้ปริมาณเม็ดเลือดขาวในบริเวณเนื้อเยื่อดังกล่าวลดน้อยลง กระบวนการอักเสบลดน้อยลง รวมถึงการลด cellular metabolism ลดการใช้ oxygen และ blood flow ในบริเวณดังกล่าวทำให้กระบวนการอักเสบไม่แพร่ขยายต่อ รวมถึงกลไกการตอบสนองของ receptor ต่างๆเช่น TRPM8 และ TRPA1 ต่อความเย็น

            ใครที่เคยประสบปัญหาคนไข้ปวดมากบ่อยๆหลังการรักษา และสนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จากงานบทความวิจัย Intracanal Cryotherapy Reduces Postoperative Pain in Teeth with Symptomatic Apical Periodontitis: A Randomized Multicenter Clinical Trial โดย Vera และคณะ อีก key หนึ่งที่ลืมไม่ได้ในการจัดการการเจ็บปวดคือ 3D management (Diagnosis, Definitive dental treatment, Drugs) จาก Professor Hargreaves ฟัน necrotic with symptomatic apical periodontitis ควร complete cleaning and shaping ให้เสร็จภายใน emergency visit และหลีกเลี่ยงการ push debris ออกสู่บริเวณปลายราก ล้างเยอะๆโดยอาจทำ coronal flare ร่วมก่อนวัดความยาวทำงาน และใช้เทคนิกการทำความสะอาดที่เหมาะสม รายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ล้วนช่วยลดอาการปวดที่อาจเกิดขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมบอกให้คนไข้รับทราบถึงโอกาสปวดที่บางครั้งย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยนะครับ Don’t ask, don’t tell ใช้ไม่ได้เด็ดขาดกับกรณีนี้ พบกันใหม่ตอนหน้าเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก อย่าลืมเตรียมมาสก์หน้าเย็นๆแปะหน้าเวลาอ่าน อ่านไป หลับไป ตื่นมาสวยพอดี

References

(1) Vera, J., et al.  Intracanal Cryotherapy Reduces Postoperative Pain in Teeth with Symptomatic Apical Periodontitis: A Randomized Multicenter Clinical Trial.  Journal of endodontics. 44 (Jan 2018): 4-8.

(2) Algafly, A. A., and George, K. P.  The effect of cryotherapy on nerve conduction velocity, pain threshold and pain tolerance.  British journal of sports medicine. [Randomized Controlled Trial]. 41 (Jun 2007): 365-369; discussion 369.

a10เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุมาพบท่าน ควรทำการประเมินอาการทางระบบประสาทส่วนกลางของผู้ป่วย หรือในกรณีฟันที่เกิด avulsion ควรแช่ฟันในสารละลายที่เหมาะสม เช่น Hank's balanced salt solution นม หรือน้ำเกลือ ก่อนจะทำการซักประวัติเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยและการรักษา

ภายหลังการซักประวัติทันตแพทย์ควรทำการตรวจทั้งในและนอกช่องปาก การถ่ายภาพรังสีควรถ่าย occlusal film 1 ภาพ และ periapical film 2 ภาพในมุม horizontal shift โดยถ่ายในผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุทุกกรณี การตรวจความมีชีวิตของฟันควรตรวจฟันทุกซี่รวมถึงฟันคู่สบด้วย ในผู้ป่วยเด็กการทดสอบด้วยความเย็นอาจจะให้ความแม่นยำมากกว่าเครื่อง EPT อย่างไรก็ตามฟันที่ประสบอุบัติเหตุอาจจะไม่ตอบสนองต่อการตรวจเหล่านี้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ภายหลังอุบัติเหตุ การเฝ้าติดตามอาการจึงเป็นสิ่งจำเป็นและควรตรวจความมีชีวิตของฟันทุกครั้งที่นัดผู้ป่วยมาติดตามอาการ

สิ่งสำคัญคือการวินิจฉัยฟันทุกซี่ที่ได้รับอุบัติเหตุ และทำการจดบันทึกโดยละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษา การติดตามผลการรักษา และเพื่ออธิบายผู้ป่วยถึงโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงของอุบัติเหตุที่มีต่อฟันซี่นั้น ๆ

ฟันที่ประสบอุบัติเหตุอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ 

1.Crown/root fractures

2.Luxation injuries

3.Avulsion

Crown/root fractures

ในกรณีที่เกิดการแตกหักของฟัน ควรสำรวจหาชิ้นฟันที่หักว่าอยู่ในแผลหรือริมฝีปากหรือไม่

•Uncomplicated crown fractures นำชิ้นฟันที่หักมายึดเข้ากับฟันเดิมได้โดยใช้ bonding system ถ้าหากชิ้นฟันถูกเก็บมาแบบแห้ง ให้นำไปแช่ในน้ำกลั่นหรือน้ำเกลือ 30 นาทีก่อนจะนำมายึดกับฟันเดิม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการยึดติด หรือบูรณะด้วย resin composite โดยมีหลักการสำคัญคือบูรณะให้เกิด bacterial-tight seal เพื่อป้องกันอันตรายต่อเนื้อเยื่อในฟัน

•Complicated crown fractures ในฟันปลายรากเปิดให้ทำ pulp capping หรือ partial pulpotomy ด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์หรือ MTA เพื่อรักษาความมีชีวิตของฟันให้สามารถสร้างรากฟันต่อไปได้ ส่วนฟันที่ปลายรากปิดแล้วสามารถเลือกทำ pulp capping, partial pulpotomy หรือ root canal treatment ได้ตามความเหมาะสม การบูรณะทำเหมือน complicated crown fractures

•Crown-root fractures หลักการรักษาเหมือนกับ uncomplicated และ complicated crown fractures แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือฟันที่แตกลึกลงใต้เหงือกนั้นอาจจะต้องมีการทำ crown lengthening หรือ orthodontic extrusion ร่วมด้วยเพื่อให้สามารถทำการบูรณะได้ดี ไม่มีการรบกวน biologic width ของฟัน

•Root fractures มักจะพบว่าฟันโยกหรือมีเลือดออกจากร่องเหงือก ให้ทำการถ่ายภาพรังสี periapical film แบบ straight on 1 ภาพและ horizontal shift 2 ภาพ หรือ occlusal film เพื่อหารอยแตกของรากฟัน การรักษาให้ทำการ reposition ฟันเข้าที่และ splint ฟันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ยกเว้นกรณีที่ฟันหักบริเวณ cervical และมีการโยกมากให้ splint นาน 4 เดือน ถ้าหากในระหว่างที่ติดตามผลการรักษาแล้วพบว่าเกิด pulp necrosis ให้รักษารากฟันเฉพาะส่วนที่อยู่เหนือรอยแตกของรากฟัน

•Alveolar fractures มักตรวจพบการขยับของกระดูกรอบปลายรากฟันและมีฟันโยกหลายซี่ มีการสบฟันที่ผิดปกติ ให้ทำการถ่ายภาพรังสี periapical film ในมุมที่ต่างกัน 3 ภาพ, occlusal film 1 ภาพ และถ่าย panoramic film เพื่อประกอบการวินิจฉัย การรักษาคือ reposition ฟันและกระดูกเข้าที่และทำการ splint เป็นเวลา 4 สัปดาห์

Luxation injuries

การเกิดอุบัติเหตุชนิดนี้มีโอกาสที่จะเกิด pulp necrosis และ inflammatory root resorption ตามมาได้ โดยโอกาสการเกิดนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงควรให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกที่ผู้ป่วยมาพบ เพื่อจะได้ประเมินโอกาสการเกิด complication เหล่านี้ และควรติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ทำการรักษารากฟันให้แก่ผู้ป่วยได้ทัน

•Subluxation/concussion ฟันจะไม่มี displacement อาจจะเคาะเจ็บหรือโยกเล็กน้อยในกรณี concussion ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา แต่ถ้าฟันโยกให้ splint 2 สัปดาห์ 

•Extrusion ฟันจะยื่นยาวออกมาและในภาพรังสีอาจพบ widening PDL space การรักษาคือ reposition ฟันเข้าที่ และ splint 2 สัปดาห์

•Lateral luxation ตัวฟันมักจะยุบเข้าไปด้าน palatal มักจะพบ alveolar fracture ร่วมด้วย การถ่ายภาพรังสีในมุม horizontal shift มักพบ widening PDL space การรักษาคือ reposition ฟันเข้าที่ และ splint 2 สัปดาห์

•Intrusion ฟันจะจมลงไปในแนว apical มากกว่าซี่อื่น จากภาพรังสีจะพบว่า cemento-enamel junction จะต่ำกว่าฟันซี่ข้างเคียง การรักษาจะต้องพิจารณาดังนี้

      o Incomplete root formation ให้รอเวลาให้ฟันขึ้นเองประมาณ 2-3 สัปดาห์ หากฟันไม่ขึ้นให้ทำ orthodontic reposition แต่ถ้าหากฟันจมเข้าไปมากกว่า 7 มม. ให้ทำ orthodontic หรือ surgical reposition เลย

      o Complete root formation 

             -ถ้าฟันจมลงไปน้อยกว่า 3 มม.ให้รอ 2-4 สัปดาห์ให้ฟันขึ้นมาเอง แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ ทำ orthodontic หรือ surgical reposition หากทิ้งไว้นานกว่านี้อาจเกิด ankylosis

            -ถ้าฟันจมไป 3-7 มม. ให้ทำ orthodontic หรือ surgical reposition

           -ถ้าฟันจมไปมากกว่า 7 มม.ให้ทำ surgical reposition

           -เมื่อทำ orthodontic หรือ surgical reposition แล้วให้ splint 4 สัปดาห์

           -อุบัติเหตุชนิดนี้มักเกิด pulp necrosis แน่นอน ให้ทำการรักษารากฟันหลัง reposition  2-3 สัปดาห์และใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์เป็นยาใส่ในคลองรากฟัน

 

 

Avulsion

การเลือกวิธีการรักษาในกรณี Avulsion ขึ้นกับ 2 ปัจจัย ได้แก่ ระยะการเจริญของรากฟัน และความมีชีวิตของ PDL cell ซึ่งถ้าหากมี extra oral dry time นานกว่า 60 นาที PDL cell มักจะตายหมดแล้ว

ขั้นตอนการรักษาในทุกกรณี 

1.ทำการล้างแผลและล้างรากฟันด้วยน้ำเกลือ ในกรณีที่ extra oral dry time นานกว่า 60 นาทีอาจกำจัด PDL cell ที่ตายโดยใช้ผ้าก๊อซเช็ดที่รากฟัน

2.ฉีดยาชาและใส่ฟันกลับเข้าที่โดยใช้นิ้วกดเบาๆ

3.เย็บเหงือกที่ฉีกขาด

4.ตรวจและถ่ายภาพรังสีว่าสามารถใส่ฟันกลับเข้าตำแหน่งที่ถูกต้อง

5.ใส่ splint

6.จ่ายยา Antibiotic

7.ให้ผู้ป่วยตรวจสอบประวัติวัคซีนบาดทะยักและรับวัคซีนถ้าจำเป็น

8.ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวหลังอุบัติเหตุ

9.ทำการรักษาคลองรากฟันภายใน 7-10 วันหลังจากที่ใส่ฟันกลับเข้าที่ และให้ทำก่อนถอด splint

 การจ่ายยาปฏิชีวนะ

แนะนำให้จ่าย tetracycline ตามอายุและน้ำหนักของผู้ป่วยโดยจ่ายในช่วงสัปดาห์แรกหลังใส่ฟันเข้าที่ แต่ในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 12 ปีให้จ่าย PenV หรือ Amoxycillin แทน

คำแนะนำผู้ป่วย

•ให้ทานอาหารอ่อน 2 สัปดาห์

•แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อด้วยแปรงขนนิ่ม

•บ้วนปากด้วย 0.1% Chlorhexidine วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์

การรักษารากฟัน

 

ถ้าหากไม่สามารถทำการรักษารากฟันก่อนที่จะใส่ฟันกลับเข้าที่ได้ให้ทำการรักษารากฟันได้ 2 แบบ ดังนี้

1.การใส่ยาชนิดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ให้ทำการรักษารากฟันหลังใส่ฟันเข้าที่ภายใน 7-10 วัน และให้ใส่ยานานประมาณ 1 เดือน แล้วจึงอุดคลองรากฟัน

2.ใส่ยาด้วย antibiotic-corticosteroid paste (Ledermix) สามารถทำการรักษารากฟันได้ทันทีหลังใส่ฟันกลับเข้าที่ และใส่ยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แล้วจึงทำการอุดรากฟัน

 การติดตามผลการรักษา

ฟัน avulsion มีโอกาสเกิด ankylosis ได้สูง จึงจำเป็นต้องติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด ทำการตรวจและถ่ายภาพรังสี โดยติดตามผลตามเวลาดังนี้

•4 สัปดาห์

•3 เดือน 

•6 เดือน

•1 ปีและทุก ๆ ปี

อ้างอิงจาก

1.International Association of Dental Traumatology, Trauma guideline 2012

2. American Association of Endodontists, The treatment of traumatic dental injuries 2014

Downloadเอกสาร

 

Tuesday, 26 April 2016 20:23

Vertical root fracture (VRF)

ฟันที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันมาแล้ว แต่กลับพบปัญหาตุ่มหนองไม่หาย หรือกลับมาเป็นซ้ำ หรือยังคงมี deep pocket อยู่มักทำ ให้ทันตแพทย์ปวดหัวในการวินิจฉัยและรักษาและมักทำให้นึกถึงสาเหตุที่เกิดจาก vertical root fractureขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามรากฟันแตกไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายอีกทั้งยังไม่มีอาการ อาการแสดง หรือลักษณะทางภาพถ่ายรังสีที่เฉพาะเจาะจง อาจมีลักษณะใกล้เคียงกับฟันที่รักษารากฟันมาล้มเหลว หรือฟันที่เป็นโรคปริทันต์ขั้นรุนแรง ทำให้การวินิจฉัยเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีลักษณะบางอย่างที่มักพบได้ใน VRF ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยได้ เช่น
• Deep narrow pocket ซึ่งจะแตกต่างจากคนไข้โรค ปริทันต์ที่จะมี pocket หลายซี่และหลายตำแหน่ง • Dual or multiple sinus tracts โดยเฉพาะตุ่มหนอง ที่เกิดขึ้นทั้งทางฝั่ง buccal และ lingual ของฟัน • ลักษณะทางภาพถ่ายรังสี เช่น
■ halo radiolucency (ภาพที่ 8 ก.)
■ J-shaped appearance (ภาพที่ 8 ข.)
■ Periodontal-lateral radiolucency ลักษณะเงาโปร่งรังสีทางด้านข้างของรากฟัน extend ลงมาจาก crestal bone แต่ไม่ลงไปถึงบริเวณปลายรากฟัน ซึ่งมักทำให้สับสนกับรอยโรคจากโรคปริทันต์ (ภาพที่ 8 ค.)
 
อย่างไรก็ตาม แม้จะพบลักษณะดังกล่าวในทางคลินิกแต่บางครั้งก็อาจไม่ใช่ VRF เสมอไป ซึ่งบางครั้งอาจจำเป็นต้องทำ exploratory flap เพื่อยืนยันรอยแตกอีกครั้ง
 
นอกจาก VRF จะพบได้บ่อยในฟันที่เคยผ่านการรักษาคลองรากฟันมาแล้ว ยังสามารถพบ VRF ในฟันที่ไม่เคยผ่านการรักษาคลองรากฟันได้เช่นกัน โดยมักพบในคนจีน และมีฟันสึกในช่องปากหลายซี่ ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ชอบเคี้ยวของแข็งและเหนียว
ภาพที่9 กรณผี้ปู ่วย ฟันซี่36 ปวดฟันและเคี้ยวเจ็บ จากภาพถ่ายรังสีแสดงคลองรากฟัน mesial ที่มีลักษณะกว้างขึ้นผิดปกติ(บริเวณลูกศรชี้) และเมื่อถอนฟันพบเป็น VRF ที่ mesial root
 
สรุป
การวินิจฉัยฟันร้าว ต้องอาศัยทั้ง subjective และobjective symptom การตรวจพื้นฐาน การสังเกตลักษณะภายในช่องปาก การทดสอบต่างๆ ตลอดจนประวัติผู้ป่วยซึ่งได้จากการซักถาม การอ่านแฟ้มประวัติ การหา cause of pulp injury โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาเหตุที่มาจาก parafunctional
habits ซึ่งอาจถูกละเลยจากการรักษาที่ผ่านมา
 
การให้การรักษาฟันร้าวและการป้องกัน จะนำไปสู่ความสำเร็จของการรักษา นอกจากนี้การพยากรณ์โรคของฟันร้าวยังไม่ตรงไปตรงมาเหมือนฟันทั่วไป ทันตแพทย์จึงควรอธิบายถึงสภาวะของฟัน ขั้นตอนการรักษา ค่าใช้จ่าย โอกาสประสบ ความสำเร็จ และทางเลือกอื่นๆ ให้ผู้ป่วยรับทราบและตัดสินใจ
ก่อนที่จะเริ่มการรักษา
 
 

2. ตำแหน่งของฟันในช่องปาก

ฟันหน้า

ในฟันหน้าจะมีการรับแรงในแนว lateral force และshear force เป็นหลัก ดังนั้นในกรณีที่มีการสูญเสียเนื้อฟันมากกว่าการเปิดทางเข้าสู่คลองรากฟัน (Open canal: OC)เช่น มีรอยผุในด้าน proximal ร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องใส่เดือยฟันร่วมกับครอบฟัน การเลือกเดือยฟันต้องพิจารณาปัจจัย 3 อย่าง

ได้แก่

2.1 ขนาดของเดือยฟัน (post size)

เดือยฟันควรมีขนาดพอดีกับรูปร่างคลองรากฟัน

ไม่หลวมเกินไป การยึดติดของ fiber post จะยึดติดได้ดี ถ้าไม่มี

ช่องว่างระหว่างผนังคลองรากฟันกับเดือยฟัน โดยจะเกิด

เป็น Monoblock Tooth-Post–Restoration ซึ่ง fiber post

จะทำหน้าที่ทั้ง retain core, reinforce และ stress distribution

ไปตลอดความยาวของเดือยฟัน

2.2 ความยาวของเดือยฟัน (post length)

ความยาวของเดือยฟันวัดจากขอบบนของ ferrule

ถึงปลายเดือยฟัน อย่างน้อยควรเท่ากับความสูงของตัวฟัน

(clinical crown) (ดังรูปที่ 3)

 

2.3 รูปร่างเดือยฟัน (post shape)

เดือยฟันควรมีรูปร่าง double taper เพื่อให้แนบกับคลองรากฟันได้ดี และหากมีลักษณะเดือยเป็นเกลียวร่วมด้วยจะช่วยให้ยึดติดกับ cement และ core ได้ดียิ่งขึ้นในกรณีที่ใส่เดือยฟันแล้วเกิดความล้มเหลว (failure) จะเกิดได้ 2 แบบ ดังนี้

1. restorable fracture เป็นการแตกหักที่สามารถบูรณะ

ได้ เช่น การหลุดของเดือยฟัน หรือวัสดุบูรณะ โดยที่เนื้อฟันยังมี

ferrule โดยรอบอยู่มกั พบในกรณที มี่ การบรูณะด้วย fiber post

หรือ composite resin

2. unrestorable fracture เป็นการแตกที่ไม่สามารถ

บูรณะได้ เช่น มีรากฟันแตกร่วมด้วย มักพบในกรณีที่มีการ

บูรณะด้วยเดือยฟันแบบเหวี่ยง (casting post)

โดยสรุปฟันหน้า ในกรณีเสียเนื้อฟันเพียงแค่ Endodontic

access ควรบูรณะด้วย composite resin ร่วมกับการฟอก

สีฟัน แต่หากสูญเสียเนื้อฟันมาก ให้บูรณะด้วย post and core

with crown

 

บรรยายโดย รศ.ทพ. เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์ และ อ.ทพญ.ดร. ใจแจ่ม สุวรรณเวลา

คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถอดบทความโดย ทพญ. ปภาวิน อนุศักดิ์เสถียร การไฟฟ้านครหลวง

ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 / 2556 : เอ็นโดสาร

Page 1 of 2
Back to Top